มากมายในกระบวนคิดที่ไหลผ่าน..หยักสมอง..
ในห้วงจิตแห่งการพิเคราะห์ในร่องรอย..ความเป็นไป..ที่บังเกิดและดำเนิน..
พูดกับ..บางผู้คน..ถึงการผ่านผันเปลี่ยน..ที่เกิดขึ้น..กับบางผู้คนที่ขึ้นชื่อว่า"สื่อมวลชน"อย่างเราๆ..เฉพาะยิ่งกับ"คนข่าว"รุ่นใหม่ๆ
ข้อสังเกตุบางประการ..ใน"ความต่าง"กับ"คนข่าว"รุ่นเก่า..น่าสนใจในสิ่งที่เรียกว่า"อุดมการณ์"หรือ"อุดมคติ"แห่งวิชาชีพ...
น่าสนใจ..ใน"ความเข้าใจ"ในความหมาย ที่แตกต่างระหว่าง"คนข่าว"รุ่นใหม่ กับ เก่า
น่าสนใจที่ความหมายแห่ง"อุดมคติ"ที่ใครบางคนเคยเปรียบไว้ว่า..มัน(อุดมคติ)คล้ายกับดวงดาวที่มิอาจสัมผัสจับต้อง..หากแต่สามารถใช้มัน(ดวงดาว)เป็น..แสงริบหรี่ส่องทางยามค่ำคืนอันมืดมิดไปสู่"จุดหมาย"..หากมาอธิบายกับ"คนรุ่นใหม่"..กับสิ่งที่มิอาจจับต้องได้ดังว่า..อาจถูกมองว่าเพ้อพกในนิทาน..
เพราะ"คนรุ่นใหม่"มักจักเชื่อ..ใน"วัตตุ"ที่พิสูจน์ได้ จับต้องได้..หรือที่เขาบอกว่า"วัตถุกำหนดจิต"..
ใครบางคนเคยบอกว่า..เด็กน้อยๆ เมื่อเราถามเขาว่า"อยากได้อะไร"ในวันเด็ก..เขาอาจจะบอกว่าอยากได้โน่นนี่ ที่เป็น"วัตถุ"เสียเป็นส่วนใหญ่..ทว่าน้อยคนนักที่จะบอกว่าเขาอยากได้เพียงแต่พ่อแม่และครอบครัวที่อบอุ่น..
กล่าวกันว่า..จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้..หากเพียงแต่พ่อและแม่ให้ลูกได้เรียนรู้ใน"ความรัก"จากพ่อแม่..จะก่อเกิดเบ้าหลอมสิ่งที่เรียกว่า"กตัญญู"ขึ้นในจิตวิญญาณของลูก..อันหมายถึง"ความดี"..ที่ไม่ต้องให้ใครมาสอนเพราะมันจะติดตัวเขาไปจนเติบใหญ่..เด็กคนนั้นจะไม่โกงไม่เอาเปรียบไม่ชั่วร้าย..เพราะเขาได้รับการปลูกฝังมาจากพ่อแม่แล้ว..
ถึงขนาดกล่าวกันว่า..ในอนาคตหากเป็นเช่นนี้ได้ เราอาจได้เห็น"ผู้ใหญ่"ในยุคปัจจุบันต้องเป็นฝ่ายไหว้คารวะเด็กที่เติบโตอย่างมี"คุณธรรม"ก็เป็นได้...
กล่าวอย่างยืดยาวเพื่อย้อนกลับไปยัง"คนข่าวรุ่นใหม่"ที่ว่า..หลายคนเราได้เห็นถึงวิถีของเขาว่า..ค่อนข้างเร็วและต้องการความเร่งด่วนในพัฒนาการแบบเห็นผลเร็วประมาณ ไว ไว ควิ๊ก ที่ทำให้เราจะเห็น"คนข่าว"หน้าใหม่ๆมากมายในสนามข่าว และบางคนก็หลุดไปอยู่"หน้าจอ"อย่างรวดเร็ว..
นี่อาจเป็นเพราะ"โอกาส"แห่งการฝึกฝนสัมผัสในเครื่องไม้เครื่องมือและ"สื่อ"ที่ปัจจุบันถูก"จับต้อง"ได้โดยง่ายผ่านสถาบันการศึกษา หรือกระบวนการแห่ง"การตลาด"ที่ดาดดื่นใน"วิชา"ที่คนหัวใสเอามาค้าขายกัน..
เรซูเม่ ของ"นักศึกษา"ที่สมัครงานมาเป็น"คนข่าว"จึงมักถูกพบว่า..เด็กเหล่านี้มี"โอกาส"ผ่านการอบรมมากมายที่สถานีโทรทัศน์ หรือ สมาคมนักข่าว จัดขึ้นเป็นกิจกรรม..ที่สัมผัสกับมหาวิทยาลัย..หลายคนเคยอ่านประกาศข่าว..หลายคนเคยฝึกงานทำข่าวสื่อในมหาวิทยาลัย..และเคยประกวดผลงานข่าว..ฯลฯ
ทว่า สิ่งสำคัญที่ มหาวิทยาลัย..ไม่ได้สอน..ก็คือ"คุณธรรม"..จิตวิญญาณ..อุดมคติ..จรรยาบรรณ การเป็น"คนข่าว"..ที่เรียกว่า"นักข่าวอาชีพ"ไม่ใช่"อาชีพนักข่าว"..(มีบางมหาวิทยาลัยถึงขนาดโฆษณา..สโลแกนทำนองให้เลือกที่จะ"เปลี่ยน..เพื่อเอาตัวรอดให้ได้ในสังคม..")
นี่เองทำให้เราได้เห็นว่า.."คนข่าว"รุ่นใหม่..ถูกมองว่า"ไม่ลึก"กับประเด็นปัญหาของบ้านเมือง..ไม่ลึกกับการตรวจสอบ"ข้อมูล"ข้อเท็จจริงอันซับซ้อน..จนถูก"ตบตา"จาก"แหล่งข่าว"ที่มีวิวัฒนาการไปกว่า..ที่ทำให้"ข่าวจัดตั้ง"ทั้งสถานการณ์และไม่สถานการณ์ เกิดขึ้นมากมาย..จนสร้างความสับสนให้กับสังคม..
"คนข่าว"(รุ่นใหม่)อายุงาน ๑-๒ ปีหลายคน(ที่จับพลัดจับผลูได้ไปทำข่าวติดตามนักการเมืองรัฐมนตรีตำรวจทหารใหญ่)..อาจรู้สึกว่าตัวเอง"ใช้ได้แล้ว"และบางคนอาจรู้สึกจำเจอิ่มตัว..กับงานที่ทำจนเริ่มที่จะละเลยการพัฒนาตัวเอง..
ที่สำคัญคือหลายคนรู้สึกว่า..เก่ง(ที่เขียนข่าว-ส่งข่าว-สัมภาษณ์แหล่งข่าวฯลฯ)..ทั้งที่..ยังไม่มีอะไรเลย..
ทั้งหมดทั้งปวงจึงติดตามมาด้วยความ"อหังการ"..ที่คิดอย่างเข้าข้างตัวเอง..กระทั่งกว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ผ่านมาอีกหลายปีแล้ว..หลายคนค่อยมาบ่นเสียดายที่..คงมีโอกาสเรียนรู้ได้มากกว่านี้..หากไม่รู้สึกและเที่ยวไปบอกใครต่อใคร ว่า"ฉันเก่งแล้ว"..แล้วปฏิเสธที่จะทำข่าว ปฏิเสธที่จะมีการเปลี่ยนแปลง..ในยามที่ตัวเองยังหนุ่ม-สาว